⚡ สรุปใน 30 วินาที
- USPS อาจส่งบิลเรียกเก็บภาษีและค่าธรรมเนียมต่างประเทศจากผู้ส่ง
- ความรับผิดยังคงอยู่แม้พัสดุสูญหาย เสียหาย หรือถูกส่งคืน
- การใช้ DDP ช่วยประเมินและชำระค่าใช้จ่ายล่วงหน้าได้ในบางประเทศ
ถ้าคุณขายสินค้าไปต่างประเทศผ่าน USPS ต้นทุนของออเดอร์อาจยังไม่จบเมื่อพัสดุถึงมือลูกค้า เพราะกฎใหม่เปิดทางให้ USPS เรียกเก็บภาษี ค่าธรรมเนียมศุลกากร และค่าใช้จ่ายนำเข้าที่ยังไม่ได้ชำระจากผู้ขายได้ แม้พัสดุจะถูกตีกลับ สูญหาย หรือส่งไม่สำเร็จ
กฎนี้มีผลตั้งแต่วันที่ 19 ตุลาคม 2026 และทำให้การคำนวณกำไรจากการขายแบบ Cross-border ต้องเผื่อความรับผิดที่อาจเกิดขึ้นภายหลังการจัดส่งด้วย

USPS อาจส่งบิลให้ผู้ขายเมื่อค่าใช้จ่ายปลายทางยังค้าง
หากหน่วยงานศุลกากร ผู้ให้บริการไปรษณีย์ นายหน้า หรือผู้ให้บริการอื่นในประเทศปลายทางรายงานว่ามีค่าธรรมเนียมค้างชำระ USPS หรือผู้แทนที่ได้รับมอบหมายอาจออกใบเรียกเก็บเงินไปยังผู้ส่ง ซึ่ง USPS ใช้คำว่า “mailer”
ไม่ได้หมายความว่าผู้ขายทุกรายจะได้รับบิลจากการส่งของระหว่างประเทศทุกครั้ง ความรับผิดขึ้นอยู่กับข้อกำหนดของประเทศปลายทางและวิธีจัดส่ง แต่ค่าใช้จ่ายอาจปรากฏขึ้นหลังจากการส่งมอบไปแล้วระยะหนึ่ง
พัสดุถูกตีกลับ ก็ยังอาจต้องจ่าย
จุดที่ผู้ขายควรระวังคือ USPS ไม่ได้เป็นผู้ตรวจสอบว่าค่าธรรมเนียมจากหน่วยงานต่างประเทศคำนวณถูกต้องหรือไม่ หากคุณเห็นว่ามีการประเมินผิด คุณยังอาจต้องชำระบิล USPS ก่อน แล้วไปโต้แย้งกับหน่วยงานที่เรียกเก็บเงินโดยตรง
ความรับผิดยังคงอยู่ไม่ว่าพัสดุจะส่งมอบ สูญหาย เสียหาย หรือถูกส่งคืน หากบิล USPS ค้างชำระ จะมีดอกเบี้ยในอัตรา 6% ต่อปีด้วย
ลองนึกภาพว่าคุณส่งออเดอร์มูลค่า 100 ดอลลาร์ไปฝรั่งเศส ลูกค้าปฏิเสธรับสินค้าเพราะไม่ต้องการจ่ายค่าธรรมเนียมศุลกากร คุณคืนเงินให้ลูกค้าและได้รับสินค้าเพียงบางส่วนกลับมา แต่ยังอาจต้องรับผิดชอบค่าธรรมเนียมที่ปลายทางไม่ได้จ่าย
ต้นเหตุสำคัญมาจากการยกเลิก de minimis ในสหภาพยุโรป
USPS เชื่อมโยงการออกกฎนี้กับการสิ้นสุดข้อยกเว้น de minimis ของสหภาพยุโรปในเดือนกรกฎาคม 2026 ทำให้สินค้ามูลค่าต่ำที่เคยได้รับยกเว้นภาษี ต้องเข้าสู่ระบบเรียกเก็บค่าธรรมเนียมมากขึ้น
ปัจจุบัน สหภาพยุโรปใช้ค่าธรรมเนียมชั่วคราวแบบเหมาจ่าย 3 ยูโรต่อประเภทสินค้าอ้างอิงตาม HS Code และกำหนดมาตรการนี้ไว้จนถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2028 หากในหนึ่งพัสดุมีสินค้าสองประเภทตาม HS Code ก็อาจคิดเป็น 6 ยูโร
แม้ประเด็นจะเริ่มจากยุโรป แต่กฎ USPS ใช้กับการจัดส่งไปยังทุกประเทศและภูมิภาค ไม่ใช่เฉพาะสหภาพยุโรป และการเปลี่ยนไปใช้ UPS หรือ FedEx ก็ไม่ได้ทำให้ความเสี่ยงเรื่องค่าธรรมเนียมศุลกากรหายไป เพราะผู้ให้บริการทุกรายต้องจัดการให้ค่าใช้จ่ายเหล่านี้ได้รับการชำระ
เรื่องนี้เกี่ยวกับคุณยังไง
สำหรับคนขายสินค้าออนไลน์ ผลกระทบไม่ได้อยู่แค่ค่าขนส่ง แต่รวมถึง ต้นทุนปลายทางที่อาจเกิดหลังรายได้หายไปแล้ว โดยเฉพาะสินค้ากำไรต่ำ ออเดอร์ที่ถูกคืน และสินค้าที่ลูกค้าปฏิเสธรับ
- คำนวณ landed cost แยกตามประเทศปลายทางและประเภทสินค้า
- ตรวจสอบว่าสินค้าใช้ HS Code ใด และมีข้อกำหนดศุลกากรอย่างไร
- ระบุนโยบายเรื่องภาษีและค่าธรรมเนียมให้ลูกค้าเข้าใจก่อนชำระเงิน
- เผื่อค่าใช้จ่ายสำหรับออเดอร์ที่ถูกส่งคืนหรือส่งไม่สำเร็จ
- ตรวจสอบระบบ Shipping Software ว่ารองรับการติดตามภาษีและค่าธรรมเนียมหลังการจัดส่งหรือไม่
อีกทางเลือกคือใช้บริการ Delivered Duty Paid หรือ DDP ของ USPS สำหรับประเทศและเส้นทางที่รองรับ โดยผู้ขายจะได้รับใบเสนอราคาและชำระภาษี ค่าธรรมเนียม และค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องล่วงหน้าตอนซื้อไปรษณีย์
DDP รองรับการจัดส่งไปยัง 18 ประเทศ รวมถึงแคนาดาและสหราชอาณาจักร USPS ไม่คิดค่าบริการ DDP โดยตรง แต่ผู้ให้บริการภายนอก Zonos รวมค่าธรรมเนียมไว้ในใบเสนอราคา และยอดดังกล่าวไม่ใช่เพดานที่รับประกันตายตัว
สำหรับผู้ขายที่ทำ Cross-border Selling เป็นประจำ กฎนี้เป็นสัญญาณให้มองภาษีและค่าธรรมเนียมเป็นส่วนหนึ่งของราคาขายตั้งแต่ต้น ไม่ใช่ปัญหาที่โยนให้ลูกค้าจัดการเองหลังชำระเงิน
ที่มา