⚡ สรุปใน 30 วินาที
- สหรัฐฯ แบน DeepSeek จากระบบ IT ของหน่วยงานรัฐบาลพลเรือน
- คำสั่งครอบคลุมบริการจากบุคคลที่สามที่ใช้โมเดล DeepSeek
- ธุรกิจควรตรวจสอบข้อมูลสำคัญและเงื่อนไขการใช้งาน AI ที่เลือกใช้
หากคุณใช้ DeepSeek กับข้อมูลลูกค้า โค้ด หรือเอกสารธุรกิจ ข่าวนี้ยังไม่ใช่คำสั่งให้ผู้ใช้งานทั่วไปหยุดใช้ทันที แต่เป็นสัญญาณสำคัญเรื่องความเสี่ยงของ AI แบบ Open Source หลังสหรัฐฯ สั่งหน่วยงานรัฐบาลพลเรือนถอดเทคโนโลยี DeepSeek ออกจากระบบ และห้ามจัดซื้อผลิตภัณฑ์หรือบริการที่เกี่ยวข้อง
คำสั่งมาจาก Department of Homeland Security หรือ DHS ออกมาตั้งแต่วันที่ 24 กรกฎาคม 2026 และเพิ่งเปิดเผยต่อสาธารณะในวันที่ 19 ตุลาคม โดยมีผลกับหน่วยงานอย่างกระทรวงการคลัง กระทรวงการต่างประเทศ และกระทรวงยุติธรรม แต่ไม่ครอบคลุมหน่วยงานของ Department of Defense

สหรัฐฯ กังวลอะไรจาก DeepSeek
CNBC รายงานว่า DHS ระบุถึงความเสี่ยงหลายด้าน ทั้งโอกาสที่ข้อมูลอ่อนไหวของรัฐบาลสหรัฐฯ จะถูกส่งต่อไปยังจีน และช่องโหว่ด้าน Cybersecurity ในโมเดลหรือผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับ DeepSeek
คำสั่งยังเตือนว่าโมเดลอาจเปิดช่องให้เกิด Malware หรือช่องโหว่อื่น ๆ โดยอ้างถึงงานวิจัย Open Source ที่พบช่องโหว่สำคัญในแอป DeepSeek บน iOS ขณะที่ BBC ระบุว่าประกาศของ DHS ไม่ได้แจกแจงรายละเอียดความกังวลด้านความปลอดภัยทั้งหมด
หน่วยงานรัฐบาลพลเรือนต้องนำเทคโนโลยีดังกล่าวออกจากระบบ และไม่สามารถจัดซื้อผลิตภัณฑ์หรือบริการใหม่ที่สร้างโดยใช้โมเดลของ DeepSeek ได้ ทั้งนี้ หน่วยงานสามารถขอข้อยกเว้นหรือขอเลื่อนการปฏิบัติตามได้ โดยต้องยื่นเหตุผลเป็นลายลักษณ์อักษรต่อ DHS
จากเครื่องมือราคาถูก สู่ประเด็นภูมิรัฐศาสตร์
DeepSeek ได้รับความนิยมอย่างรวดเร็วตั้งแต่เปิดตัวสู่สาธารณะในปี 2025 จุดเด่นคือโมเดลที่เข้าถึงได้ฟรีและมีต้นทุนใช้งานต่ำกว่าโมเดลแบบปิดจากบริษัทสหรัฐฯ จึงได้รับความสนใจจากทั้งนักพัฒนาและ Startup
บริษัทเทคโนโลยีสหรัฐฯ บางราย เช่น Snowflake, Vercel และ OpenRouter นำโมเดล DeepSeek ไปใช้ในบริการของตัวเอง ทำให้คำสั่งของสหรัฐฯ ไม่ได้กระทบเฉพาะแอป Chatbot โดยตรง แต่รวมถึงบริการจากบุคคลที่สามที่สร้างขึ้นด้วยเทคโนโลยีของบริษัทจีนด้วย
ประเด็นนี้เกิดขึ้นท่ามกลางการแข่งขันด้าน AI ระหว่างสหรัฐฯ กับจีนที่รุนแรงขึ้น รัฐบาลสหรัฐฯ มองจีนเป็นคู่แข่งหลักด้านการพัฒนาเทคโนโลยี ขณะที่กระทรวงการต่างประเทศจีนระบุว่าจะปกป้องสิทธิและผลประโยชน์ของบริษัทจีน พร้อมคัดค้านการนำประเด็นความมั่นคงมาใช้ขยายข้อจำกัดด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการค้า
เรื่องนี้เกี่ยวกับคุณยังไง
สำหรับคนทำธุรกิจออนไลน์ ข่าวนี้ไม่ได้แปลว่า DeepSeek ถูกแบนทั่วโลก หรือผู้ใช้ทั่วไปในไทยจะใช้งานไม่ได้ทันที แต่สะท้อนว่า การเลือก AI ไม่ควรดูแค่ราคาและความสามารถ โดยเฉพาะเมื่อคุณนำข้อมูลธุรกิจจริงเข้าไปประมวลผล
- แยกข้อมูลลับ เช่น รายชื่อลูกค้า ข้อมูลการชำระเงิน และเอกสารภายใน ออกจากข้อมูลที่ส่งเข้า AI
- ตรวจสอบว่า AI ที่ใช้เก็บข้อมูลไว้ที่ใด ใครมีสิทธิ์เข้าถึง และมีเงื่อนไขการนำข้อมูลไปฝึกโมเดลหรือไม่
- เช็กบริการจากบุคคลที่สาม เพราะบางเครื่องมืออาจใช้โมเดล DeepSeek อยู่เบื้องหลังโดยคุณไม่รู้
- เตรียมโมเดลสำรอง เช่น Claude, Gemini หรือเครื่องมืออื่น เพื่อไม่ให้ Workflow หยุดหากนโยบายเปลี่ยน
- ติดตามข้อกำหนดของ Marketplace และผู้ให้บริการที่คุณใช้งาน โดยเฉพาะธุรกิจที่ขายให้ลูกค้าในสหรัฐฯ
สำหรับผู้ใช้ทั่วไป DeepSeek ยังคงเป็นเครื่องมือที่มีจุดเด่นด้านต้นทุนและความสามารถ แต่ควรใช้กับงานที่ไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูลอ่อนไหว และทบทวนการตั้งค่าความเป็นส่วนตัวอย่างสม่ำเสมอ เพราะการแข่งขันด้าน AI กำลังทำให้เรื่องเทคโนโลยี ความปลอดภัย และนโยบายรัฐเชื่อมโยงกันมากขึ้น