Global Marketplace

ภาษีสหรัฐฯ 50% ต่อสินค้าจากแคนาดาถูกฟ้องอีกครั้ง ผู้นำเข้าอาจขอคืนเงิน

บริษัทอาหารสหรัฐฯ และกลุ่มกฎหมายยื่นฟ้องภาษีนำเข้าสินค้าจากแคนาดา 50% ชี้ฝ่ายบริหารอาจใช้อำนาจเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด

ภาษีสหรัฐฯ 50% ต่อสินค้าจากแคนาดาถูกฟ้องอีกครั้ง ผู้นำเข้าอาจขอคืนเงิน

⚡ สรุปใน 30 วินาที

  • บริษัทอาหารสหรัฐฯ ฟ้องคัดค้านภาษีสินค้าจากแคนาดา 50%
  • คดีชี้ทำเนียบขาวอาจใช้อำนาจตามกฎหมายเก่าเกินขอบเขต
  • ผู้นำเข้าอาจขอคืนภาษีพร้อมดอกเบี้ย หากศาลเห็นว่าภาษีไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ผู้นำเข้าสินค้าในสหรัฐฯ อาจมีโอกาสขอคืนภาษี หากศาลรับฟ้องคดีใหม่ที่คัดค้านภาษี 50% ต่อสินค้าบางรายการจากแคนาดา โดยบริษัทอาหาร Gellert Global Group ระบุว่าต้นทุนและความไม่แน่นอนกำลังกระทบทั้งธุรกิจและ Supply Chain

คดีนี้ยื่นโดย Liberty Justice Center ต่อศาลการค้าระหว่างประเทศของสหรัฐฯ หลังการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับแคนาดาหยุดชะงักในเดือนสิงหาคม ภาษีดังกล่าวครอบคลุมสินค้ามูลค่าราว 20,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ตั้งแต่ไวน์และผลิตภัณฑ์นมไปจนถึงไม้ฮอกกี้

กลุ่มผู้ฟ้องขอให้ศาลประกาศว่าภาษีไม่ชอบด้วยกฎหมาย พร้อมสั่งคืนเงินแก่ผู้นำเข้าที่ได้รับผลกระทบ รวมถึงดอกเบี้ย และยื่นคำร้องขอให้ระงับการเรียกเก็บภาษีชั่วคราว

ภาษีตอบโต้เพิ่มต้นทุนตลอดเส้นทางการค้า
ภาษีตอบโต้เพิ่มต้นทุนตลอดเส้นทางการค้า

ข้อโต้แย้งไม่ได้อยู่ที่ “ควรมีภาษีหรือไม่”

ประเด็นหลักของคดีคือ ใครมีอำนาจกำหนดภาษี และฝ่ายบริหารทำตามเงื่อนไขที่สภาคองเกรสวางไว้หรือไม่ Liberty Justice Center โต้แย้งว่าประธานาธิบดีไม่ควรนำกฎหมายเก่าที่แทบไม่ได้ใช้งานกลับมาใช้ เพื่อกำหนดภาษีวงกว้างเมื่อเกิดข้อพิพาททางการค้า

ทำเนียบขาวอ้าง Section 338 ของ Tariff Act ปี 1930 ซึ่งมีเป้าหมายปกป้องธุรกิจสหรัฐฯ จากการเลือกปฏิบัติทางการค้าจากต่างประเทศ แต่ฝ่ายกฎหมายระบุว่ามาตรานี้ไม่ได้ให้อำนาจฝ่ายบริหารกำหนดภาษีหรือข้อจำกัดการนำเข้าสินค้าเป็นวงกว้างได้ตามต้องการ

คดียังชี้ว่า Section 338 กำหนดให้ต้องรอ 30 วันก่อนเริ่มเรียกเก็บภาษี แต่ภาษีสินค้าหลายรายการถูกเพิ่มในบัญชีเพียงประมาณหนึ่งสัปดาห์ก่อนเริ่มจัดเก็บ นอกจากนี้ ผู้ฟ้องยังโต้แย้งว่า Section 338 อาจถูกแทนที่ด้วย Section 301 ของ Trade Act ปี 1974 แล้ว

ธุรกิจอาหารโดนผลกระทบสองทาง

Gellert Global Group ซึ่งเป็นธุรกิจครอบครัวรุ่นที่สาม ต้องจ่ายภาษี 50% สำหรับชีสที่ส่งออกจากแคนาดา ขณะเดียวกันบริษัทยังเจอมาตรการตอบโต้จากแคนาดา ต่อชีสที่ผลิตในสหรัฐฯ แล้วนำไปขายทางเหนือของชายแดน

สถานการณ์นี้ทำให้ต้นทุนไม่ได้เพิ่มแค่จุดเดียว แต่กระทบความสัมพันธ์กับ Supplier ลูกค้า และการวางแผนสินค้าในระยะยาว บริษัทระบุว่าความสัมพันธ์ทางธุรกิจที่สร้างมาหลายรุ่นอาจถูกรบกวนภายในเวลาอันสั้น

แคนาดาเองได้ออกมาตรการตอบโต้ภาษีสหรัฐฯ หลายรายการ และเมื่อเดือนก่อน นายกรัฐมนตรีแคนาดา Mark Carney ประกาศเก็บภาษีตอบโต้แบบ “ดอลลาร์ต่อดอลลาร์” สำหรับภาษี Section 338 ของสหรัฐฯ

เรื่องนี้เกี่ยวกับคุณยังไง

แม้คดีจะเกิดขึ้นในสหรัฐฯ และแคนาดา แต่ผู้ทำธุรกิจออนไลน์ที่นำเข้าสินค้า หรือขายสินค้าข้ามประเทศควรจับตา เพราะภาษีตอบโต้สามารถเปลี่ยนต้นทุนและราคาขายได้รวดเร็ว โดยเฉพาะสินค้าที่ผ่านหลายประเทศก่อนถึงมือลูกค้า

  • ตรวจเส้นทาง Supply Chain ว่าสินค้าหรือวัตถุดิบของคุณเกี่ยวข้องกับสหรัฐฯ แคนาดา หรือประเทศที่อาจถูกตอบโต้ทางภาษีหรือไม่
  • คำนวณต้นทุนใหม่แยกตามประเทศปลายทาง อย่าดูเฉพาะราคาสินค้าจาก Supplier
  • เตรียมทางเลือกด้าน Supplier และเส้นทางขนส่ง หากภาษีหรือกฎนำเข้าเปลี่ยนกะทันหัน
  • ติดตามผลคดีและประกาศจากหน่วยงานศุลกากร ก่อนตัดสินใจสต็อกสินค้าจำนวนมาก

คดีนี้ยังไม่มีคำตัดสิน และ BBC รายงานว่าทำเนียบขาวได้รับการติดต่อเพื่อขอความเห็นแล้ว หากศาลมีคำสั่งระงับการเรียกเก็บหรือเปิดทางให้ขอคืนเงิน ผลลัพธ์อาจส่งผลต่อผู้นำเข้าหลายราย แต่ในระหว่างนี้ธุรกิจควรวางแผนรับต้นทุนและความผันผวนไว้ก่อน

ที่มา

D

DADWORK

แบ่งปันมวลประสบการณ์งานของคุณพ่อธรรมดาๆ คนหนึ่ง ที่ลงมือทำเองล้วนๆ — ความรู้เรื่อง AI, ธุรกิจออนไลน์, การขาย และ mindset สู่อิสรภาพทางการเงิน