Global Marketplace

Retail Media แย่งพื้นที่ขายหรือช่วยขาย? บทเรียนจากหน้า Search ของ Walmart

โฆษณาบนหน้า Search สร้างรายได้ทันที แต่ถ้าดันสินค้าที่ไม่เกี่ยวข้อง อาจแลกด้วย Conversion และประสบการณ์ช้อปปิ้ง

Retail Media แย่งพื้นที่ขายหรือช่วยขาย? บทเรียนจากหน้า Search ของ Walmart

⚡ สรุปใน 30 วินาที

  • โฆษณา Greenworks ครอง 6 ตำแหน่งแรกจากการค้นหาใน Walmart
  • Retail Media ต้องไม่แลกความเกี่ยวข้องกับรายได้โฆษณาระยะสั้น
  • ร้านค้าควรวัดทั้งรายได้จากโฆษณาและต้นทุนโอกาสของยอดขายที่หายไป

ถ้าคุณขายสินค้าบน Marketplace หรือมีร้านค้าออนไลน์ของตัวเอง หน้า Search ที่เต็มไปด้วยโฆษณาอาจสร้างรายได้ให้แพลตฟอร์มทันที แต่ก็มีความเสี่ยงที่สินค้าที่ลูกค้าต้องการจริงจะถูกดันลงไปด้านล่าง นี่คือปัญหา Opportunity Cost ของ Retail Media ที่กำลังชัดขึ้นเรื่อย ๆ

ตัวอย่างจากการค้นหา “cordless drill” บน Walmart แสดงให้เห็นภาพนี้ชัดเจน โฆษณาแบรนด์ Greenworks ครองตำแหน่งบนสุดผ่าน Brand Module และ Sponsored Products รวมกันถึง 6 รายการ ขณะที่ผลลัพธ์แบบ Organic เริ่มปรากฏที่ตำแหน่งสินค้าที่ 7

ประเด็นสำคัญคือโฆษณาเหล่านั้นยังเกี่ยวข้องกับคำค้นหา จึงไม่ได้ทำให้ประสบการณ์ใช้งานแย่ลงทันที แต่คำถามที่ตามมาคือ ใครควรตัดสินว่าสินค้าใดต้องอยู่ตำแหน่งแรก ระหว่างทีม Merchandising ที่ดูแลยอดขาย กับทีม Media ที่ขายพื้นที่โฆษณา

โฆษณาครองพื้นที่ด้านบนของหน้า Search ขณะที่ผลลัพธ์ Organic อยู่ถัดลงมา
โฆษณาครองพื้นที่ด้านบนของหน้า Search ขณะที่ผลลัพธ์ Organic อยู่ถัดลงมา

เมื่อพื้นที่เดียวกันมีเป้าหมายสองแบบ

ทีม Merchandising มักพิจารณาจาก Relevance, ยอดขาย, Conversion, ราคา และ Margin ส่วนทีม Retail Media มองจากรายได้โฆษณาและการรักษาผู้ลงโฆษณา ทั้งสองทีมจึงมีเหตุผลที่ต้องการพื้นที่เด่นที่สุดบนหน้า Search หรือ Category Page เหมือนกัน

ความเสี่ยงเกิดขึ้นเมื่อสินค้าที่จ่ายเงินซื้อพื้นที่ไม่ได้เป็นสินค้าที่ระบบ Merchandising จะเลือกไว้ตั้งแต่แรก รายได้โฆษณาอาจเห็นผลทันทีและรายงานได้ง่าย แต่ยอดขายหรือ Conversion ที่หายไปจากสินค้าที่ถูกเลื่อนลงมานั้นกระจาย วัดยาก และอาจถูกมองข้าม

นี่จึงไม่ใช่แค่เรื่องการจัดหน้าเว็บไซต์ แต่เป็นเรื่อง Governance ของธุรกิจ ใครเป็นเจ้าของพื้นที่บนหน้า และต้องใช้กติกาแบบใดเพื่อแบ่งพื้นที่ระหว่างเป้าหมายด้านการขายกับเป้าหมายด้านโฆษณา

กติกาที่ช่วยให้โฆษณาไม่ทำร้ายการขาย

โฆษณากับการจัดสินค้าไม่จำเป็นต้องขัดแย้งกันเสมอไป หาก Sponsored Product เป็นสินค้าที่ลูกค้าน่าจะสนใจอยู่แล้ว โฆษณาก็อาจช่วยให้ลูกค้าค้นพบสินค้าได้เร็วขึ้น โดยไม่ต้องแลกกับ Organic Discovery

แนวทางสำคัญคือใช้ ความเกี่ยวข้องเป็นเส้นแบ่ง ระหว่างพื้นที่โฆษณากับพื้นที่ Merchandising สินค้าที่จะขึ้นจากการจ่ายเงินควรผ่านมาตรฐานความเกี่ยวข้องใกล้เคียงกับสินค้าที่ระบบ Organic จะเลือก หากไม่มีโฆษณาแล้วสินค้าไม่ควรอยู่บนหน้านั้นเลย ก็ควรทบทวนว่าควรนำมาแสดงหรือไม่

  • จำกัดจำนวนโฆษณา บนหน้า Search และ Category ให้เหมาะกับประสบการณ์ของนักช้อป ไม่ใช่แค่ความสามารถในการขายพื้นที่
  • กำหนดเกณฑ์ Relevance สำหรับ Sponsored Product ให้ชัดเจนและตรวจสอบได้
  • วัดทั้งรายได้จากโฆษณาและผลกระทบต่อ Conversion, ยอดขาย และ Margin ของสินค้า Organic
  • ให้ทีม Merchandising และ Media ใช้กติกาและตัวชี้วัดร่วมกัน แทนการดูผลลัพธ์แยกฝ่าย

เรื่องนี้เกี่ยวกับคุณยังไง

ถ้าคุณขายบน Marketplace คุณอาจควบคุมตำแหน่ง Organic ได้ไม่มาก แต่ควรเข้าใจว่าพื้นที่โฆษณาไม่ได้มีคุณค่าเพียงเพราะอยู่ด้านบนสุด สินค้าที่ไม่ตรงกับความต้องการอาจได้ Impression สูง แต่สร้าง Conversion ต่ำ และทำให้ค่าโฆษณาสูงขึ้นโดยไม่ช่วยธุรกิจจริง

สิ่งที่ควรทำต่อมีดังนี้

  1. ตรวจว่าโฆษณาของคุณตรงกับ Keyword และความตั้งใจซื้อของลูกค้าหรือไม่
  2. เปรียบเทียบยอดขาย, Conversion และกำไรกับต้นทุนโฆษณา ไม่ดูแค่จำนวนคลิกหรืออันดับแสดงผล
  3. วิเคราะห์ว่าการดันสินค้าหนึ่งรายการทำให้สินค้ารายการอื่นหรือยอดขายรวมลดลงหรือไม่
  4. หากคุณมีร้านของตัวเอง ให้กำหนดสัดส่วน Sponsored Placement และเกณฑ์ Relevance ตั้งแต่ต้น

Retail Media จะสร้างคุณค่าได้ดีที่สุดเมื่อโฆษณาช่วยเติมเต็มประสบการณ์การซื้อ ไม่ใช่เข้ามาแย่งพื้นที่ที่ธุรกิจ E-commerce สร้างไว้เพื่อช่วยลูกค้าค้นหาสินค้า หากรายได้โฆษณาเพิ่มขึ้นพร้อมกับความเกี่ยวข้องและ Conversion นั่นจึงเป็นการเติบโตที่ยั่งยืนกว่า

ที่มา

D

DADWORK

แบ่งปันมวลประสบการณ์งานของคุณพ่อธรรมดาๆ คนหนึ่ง ที่ลงมือทำเองล้วนๆ — ความรู้เรื่อง AI, ธุรกิจออนไลน์, การขาย และ mindset สู่อิสรภาพทางการเงิน