⚡ สรุปใน 30 วินาที
- บางเส้นทางเอเชีย–อเมริกาเหนือ ส่งช้ากลายเป็นผลลัพธ์ที่มีโอกาสเกิดมากที่สุด
- Carrier ที่เลือกอาจสำคัญกว่าการเลือกเส้นทาง เพราะผลงานต่างกันมาก
- ผู้ส่งควรวางแผนขนส่งต่อเนื่อง เผื่อท่าเรือเปลี่ยนและสินค้ามาถึงพร้อมกัน
ถ้าคุณนำเข้าสินค้าจากเอเชีย ความเสี่ยงรอบนี้อาจไม่ใช่หาเรือไม่ได้ แต่คือ เรือมาช้าจนกำหนดส่งของรวน รายงาน Ocean Freight Risk Outlook ที่ใช้ข้อมูลเดือนกันยายนระบุว่า บางเส้นทางเอเชีย–อเมริกาเหนือ การส่งล่าช้ากลายเป็นผลลัพธ์ที่มีโอกาสเกิดมากที่สุด ไม่ใช่เหตุการณ์ผิดปกติอีกต่อไป
ปัญหาหลักจึงอยู่ที่การปฏิบัติงานและความน่าเชื่อถือของบริการ มากกว่าปริมาณระวางเรือโดยรวม ผู้ส่งสินค้าต้องมองให้ไกลกว่าค่าระวาง เพราะความล่าช้าจากต้นทางจะส่งต่อไปถึงรถลากตู้ รถบรรทุก คลังสินค้า และตลาดขนส่งแบบ Spot

เลือก Carrier อาจสำคัญกว่าเลือกเส้นทาง
ข้อมูลในรายงานชี้ว่า Carrier ที่คุณจองด้วย อาจเป็นตัวทำนายผลลัพธ์การขนส่งได้ดีกว่าเส้นทางที่เลือก แม้จะวิ่งบน Lane เดียวกัน แต่ผลงานส่งตรงเวลาของแต่ละ Carrier แตกต่างกันมากพอที่จะกระทบต้นทุนรวมอย่างชัดเจน
เส้นทางเอเชีย–ยุโรปก็ถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มเสี่ยงสูง ส่วนยุโรป–อเมริกาเหนือมีความเสี่ยงค่อนข้างต่ำกว่า ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าเส้นทางที่เสี่ยงต่ำจะไม่มีโอกาสล่าช้า แต่ระดับความไม่แน่นอนแตกต่างกัน
ความล่าช้าราว 30 วันอาจเป็นหนึ่งในปัจจัยที่สร้างต้นทุนกระทบธุรกิจมากที่สุด เพราะสินค้าอาจต้องใช้บริการขนส่งภายในประเทศแบบเร่งด่วน เสียโอกาสขาย หรือเกิดสินค้าค้างในช่วงที่ลูกค้าต้องการของพอดี
ต้นทุนต้องมองตั้งแต่เรือถึงมือผู้ซื้อ
การตัดสินใจจัดซื้อไม่ควรเปรียบเทียบแค่ราคาเรือหรือค่าขนส่งแต่ละช่วง แต่ต้องดู Total Landed Cost ตั้งแต่การจองเรือ การผ่านท่าเรือ ไปจนถึงการขนส่งภายในประเทศ หากเรือมาถึงช้า สินค้าอาจไปรวมกับอีกหลายเที่ยวจนเกิด Volume Bunching และทำให้รถหรือพื้นที่คลังไม่พอ
แนวทางที่แนะนำคือปรับ Routing Guide ให้สอดคล้องกับวิธีเดินเรือจริง รวมถึงเตรียมรับมือกรณีเปลี่ยนท่าเรือขาเข้า ปริมาณสินค้าพุ่งขึ้นพร้อมกัน และต้องซื้อ Capacity เพิ่มจากตลาด Spot
- ใช้ Primary Carrier มากกว่าหนึ่งรายเพื่อกระจายความเสี่ยง
- วางแผนขนส่งต่อเนื่องให้สอดคล้องกับตารางเรือที่มีโอกาสเปลี่ยน
- เตรียม Real-time Rating เพื่อประเมินราคาขนส่งส่วนเกินตามตลาด
- ติดตามต้นทุนรวม ไม่ใช่ดูเฉพาะค่าระวางทางทะเล
Capacity ยังพอ แต่เหตุการณ์ภายนอกเปลี่ยนเกมได้เร็ว
มุมมองล่าสุดระบุว่า Capacity ทางเรือโดยรวมยังรองรับความต้องการระยะใกล้ได้ แต่สมดุลนี้เปลี่ยนได้อย่างรวดเร็ว หากมีประกาศ Tariff ใหม่หรือเกิดเหตุการณ์สภาพอากาศรุนแรง เพราะความเสียหายเฉพาะภูมิภาคสามารถทำให้ Capacity ไม่ตรงกับจุดที่ต้องใช้ แม้จำนวนเรือในระบบจะไม่ได้ลดลง
ดังนั้น การวางแผนโดยอิงค่าเฉลี่ยของตลาดอย่างเดียวอาจไม่พอ ธุรกิจต้องดูความเสี่ยงระดับ Carrier และเตรียมทางเลือกสำหรับขนส่งภายในประเทศไปพร้อมกัน
เรื่องนี้เกี่ยวกับคุณยังไง
สำหรับคนทำ E-commerce หรือธุรกิจนำเข้า ความล่าช้าไม่ได้กระทบแค่กำหนดรับสินค้า แต่อาจทำให้สต็อกขาด ส่งของให้ลูกค้าไม่ทัน และต้องจ่ายค่าขนส่งแพงขึ้นเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้า
สิ่งที่ควรทำต่อมีดังนี้
- ทบทวน Carrier ที่ใช้อยู่ โดยดูผลงานส่งตรงเวลาและความสม่ำเสมอ ไม่ใช่ดูราคาอย่างเดียว
- คำนวณ Total Landed Cost โดยรวมค่าใช้จ่ายจากความล่าช้าและการซื้อบริการ Spot
- ทำแผนสำรองสำหรับท่าเรือขาเข้า รถลากตู้ รถบรรทุก และคลังสินค้า
- เผื่อเวลาและเงินสดสำหรับช่วง Peak Season โดยเฉพาะสินค้าที่มีวันขายจำกัด
- ติดตามข้อมูลความเสี่ยงของตลาดก่อนตัดสินใจจองรอบถัดไป
ที่มา