⚡ สรุปใน 30 วินาที
- DHL เตรียมขยายกิจการในยุโรปตะวันออกเพื่อเพิ่มเครือข่ายส่งพัสดุ
- ดีล Venipak จะเพิ่ม Parcel Locker ราว 800 จุดในบอลติก
- ตลาดสินค้ามือสองดันการใช้จุดรับส่งพัสดุและการส่งข้ามประเทศ
การขยายเครือข่ายของ DHL eCommerce ในยุโรปตะวันออกอาจทำให้การส่งสินค้าข้ามประเทศสะดวกขึ้น โดยเฉพาะสำหรับร้านค้าออนไลน์ที่ต้องพึ่งพาเครือข่ายส่งในประเทศปลายทาง บริษัทกำลังมองหาธุรกิจ Parcel เพิ่มเติม หลังตกลงซื้อ Venipak ในกลุ่มประเทศบอลติก และระบุว่ายุโรปตะวันออกคือพื้นที่หลักสำหรับแผนซื้อกิจการในยุโรปต่อจากนี้
ดีล Venipak เพิ่มจุดรับส่งในกลุ่มประเทศบอลติก
การซื้อ Venipak ซึ่งยังต้องรอการอนุมัติจากหน่วยงานกำกับดูแล จะทำให้ DHL eCommerce มีการดำเนินงานของตัวเองในลิทัวเนีย ลัตเวีย และเอสโตเนีย Venipak มี Parcel Locker ราว 800 จุด รวมถึงจุดรับพัสดุและเครือข่ายจัดส่งภายในประเทศ
DHL วางแผนเชื่อมบริการเหล่านี้เข้ากับเครือข่ายระหว่างประเทศของบริษัท เป้าหมายคือให้ผู้ส่งเข้าถึงเครือข่ายจัดส่งท้องถิ่นที่เชื่อมต่อกันได้ง่ายขึ้น เมื่อพัสดุต้องเดินทางข้ามพรมแดนยุโรป
แนวทางนี้สอดคล้องกับการขยายธุรกิจในประเทศอื่นของ DHL เช่น การร่วมทุนกับ Poste Italiane ในอิตาลีเพื่อพัฒนา Parcel Locker และความร่วมมือกับบริษัทไปรษณีย์ CTT ในสเปนและโปรตุเกส ขณะเดียวกัน DHL ได้รวมธุรกิจ Parcel ในสหราชอาณาจักรเข้ากับ Evri แล้ว
การส่งข้ามประเทศและตลาดมือสองกำลังดันความต้องการ
ข้อมูลจากบทสัมภาษณ์ผู้บริหาร DHL eCommerce ที่เผยแพร่โดย DVZ ระบุว่า ธุรกิจส่งพัสดุข้ามประเทศของบริษัทเติบโตประมาณ 15% ต่อปี ตัวเลขนี้หมายถึงบริการ Parcel ไม่ใช่มูลค่าสินค้าที่ขายผ่าน E-commerce
อีกโอกาสสำคัญมาจากการส่งพัสดุระหว่างบุคคล โดยปริมาณพัสดุที่ผ่าน Parcel Shop และ Locker ของ DHL เพิ่มขึ้นประมาณ 50% ต่อปี จุดรับส่งเหล่านี้รองรับทั้งผู้ขายที่นำของไปส่งและผู้ซื้อที่ไปรับสินค้า โดยไม่จำเป็นต้องจัดส่งถึงหน้าบ้าน
ตลาดสินค้ามือสองเป็นตัวอย่างที่เห็นภาพชัด Vinted รายงานว่าสินค้ามูลค่า 10.8 พันล้านยูโรถูกขายผ่านแพลตฟอร์มในปี 2025 เพิ่มขึ้น 47% จากปีก่อน และการเชื่อมต่อผู้ซื้อกับผู้ขายระหว่างประเทศยิ่งเพิ่มความต้องการบริการส่งข้ามแดน
ในเดือนกรกฎาคม DHL กับ Vinted ยังขยายความร่วมมือในเยอรมนี เพื่อให้ผู้ใช้ส่งและรับพัสดุผ่าน DHL Locker ได้ง่ายขึ้น แนวโน้มนี้สะท้อนว่าจุดรับส่งพัสดุไม่ได้เป็นเพียงทางเลือกเสริม แต่กำลังกลายเป็นโครงสร้างสำคัญของการซื้อขายแบบผู้บริโภคถึงผู้บริโภค
เป้าหมายของ DHL คือโตจากเครือข่ายที่เชื่อมกัน
ผู้บริหาร DHL eCommerce ตั้งเป้าเพิ่มรายได้เป็นสองเท่าภายใน 5 ปี โดยย้ำว่านี่คือเป้าหมายเชิงกลยุทธ์ ไม่ใช่การคาดการณ์ รายได้ของแผนกอยู่ที่ 6.9 พันล้านยูโรในปี 2025
การซื้อกิจการ ความร่วมมือกับผู้ให้บริการท้องถิ่น และการเพิ่มจุดรับส่ง ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของแผนสร้างเครือข่ายที่รองรับทั้งการจัดส่งภายในประเทศและ Cross-border
เรื่องนี้เกี่ยวกับคุณยังไง
สำหรับคนทำธุรกิจออนไลน์ในไทย การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้หมายความว่าส่งสินค้าไปยุโรปได้ทันทีผ่าน DHL ทุกเส้นทาง แต่เป็นสัญญาณว่าตลาดยุโรปกำลังให้ความสำคัญกับเครือข่ายส่งระดับท้องถิ่นมากขึ้น ร้านค้าที่ขายไปยุโรปควรติดตามทางเลือกหลังบ้าน ไม่ใช่ดูแค่ราคาค่าส่งระหว่างประเทศ
- ตรวจสอบว่าผู้ให้บริการขนส่งของคุณมีเครือข่ายปลายทางและจุดรับพัสดุในประเทศที่ลูกค้าอยู่หรือไม่
- พิจารณา Parcel Locker และจุดรับส่งเป็นตัวเลือกในหน้าชำระเงิน หากลูกค้ากลุ่มเป้าหมายคุ้นเคยกับบริการนี้
- หากขายสินค้าแฟชั่น ของสะสม หรือสินค้าที่เหมาะกับตลาดมือสอง ควรติดตามแพลตฟอร์มที่เชื่อมผู้ซื้อกับผู้ขายข้ามประเทศ
- เปรียบเทียบทั้งเวลาเดินทาง การติดตามพัสดุ การคืนสินค้า และประสบการณ์รับของ ไม่ใช่พิจารณาเฉพาะค่าขนส่ง
ที่มา