⚡ สรุปใน 30 วินาที
- กำลังขนส่งข้ามแดนสหรัฐฯ–เม็กซิโกและแคนาดาอาจตึงถึงปี 2027
- คนขับขาด วีซ่าถูกถอน และต้นทุนเงินกู้สูง ทำให้รถใหม่เข้าตลาดน้อย
- ผู้ส่งออกอาจเจอค่าขนส่งสูงขึ้นและต้องพึ่งตลาด Spot มากกว่าเดิม
ถ้าคุณขายสินค้าไปสหรัฐฯ หรือทำธุรกิจกับ Mexico ต้นทุนขนส่งอาจไม่ได้ลดลงเร็วอย่างที่คาด แม้ความต้องการขนส่งโดยรวมยังไม่กลับมาร้อนแรง เพราะกำลังรถบรรทุกข้ามแดนในอเมริกาเหนือยังตึง และผู้ให้บริการคาดว่าสถานการณ์อาจลากยาวถึงปี 2027
ข้อมูลจาก TRAFFIX ระบุว่า ปัญหาหลักมาจากคนขับขาด กฎระเบียบที่จำกัดผู้ขับและรถที่วิ่งข้ามแดนได้ รวมถึงต้นทุนซื้อรถและดอกเบี้ยที่สูงขึ้น ปัจจัยเหล่านี้ทำให้จำนวนรถที่พร้อมรับงานเพิ่มขึ้นช้า
ดัชนีตลาดขนส่งข้ามแดนเดือนตุลาคมอยู่ที่ 54 สำหรับ Mexico และ 57 สำหรับแคนาดา แม้ลดลงจากเดือนก่อนประเทศละ 1 จุด แต่ตัวเลขที่สูงกว่า 50 ยังสะท้อนตลาดที่ตึง ต้นทุนสูง และมีรถให้เลือกจำกัด

Mexico เจอทั้งคนขับขาดและข้อจำกัดวีซ่า
ฝั่ง Mexico มีปัญหาคนขับที่ผ่านคุณสมบัติสำหรับงานข้ามแดนไม่เพียงพอ ผู้ขับต้องมีเอกสารและคุณสมบัติตามข้อกำหนดของสหรัฐฯ ขณะที่จำนวนรถที่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปดำเนินงานก็มีจำกัด
ผู้บริหารในอุตสาหกรรมยังมองว่าแรงงานรุ่นใหม่ไม่ค่อยอยากเข้าสู่อาชีพนี้ เพราะกังวลเรื่องความปลอดภัยและค่าตอบแทนที่ไม่จูงใจ ทำให้คนขับจำนวนมากอยู่ในช่วงอายุ 50–60 ปี และกำลังเข้าสู่ช่วงที่อุตสาหกรรมต้องหาคนรุ่นใหม่มาทดแทน
รายงานอีกฉบับจาก C.H. Robinson อ้างข้อมูลจากสมาคมรถบรรทุกของ Mexico ว่า หน่วยงานสหรัฐฯ ถอนวีซ่าคนขับรถขนส่งชาว Mexico ประมาณ 25,000 ราย นอกจากนี้ เหตุขัดข้องชั่วคราวที่ด่านบางแห่งยังทำให้รถติดค้างและต้องเปลี่ยนเส้นทางผ่าน Laredo เพิ่มระยะทาง ค่าน้ำมัน และเวลาเดินทาง
รถใหม่เข้าตลาดน้อย ค่าขนส่งจึงมีโอกาสสูงต่อ
ช่วงระบาดใหญ่ ผู้ประกอบการรถบรรทุกบางส่วนสามารถซื้อรถด้วยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำและเงินสนับสนุนต่าง ๆ แต่ปัจจุบันต้นทุนการเงินอาจอยู่ที่ 8%–9% ทำให้ผู้เล่นรายใหม่เข้าตลาดยาก และผู้ให้บริการเดิมขยายกองรถได้ลำบาก
ในพื้นที่ Laredo ความต้องการขนส่งข้ามแดนเริ่มเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนตั้งแต่ช่วงกลางเดือนกันยายน พร้อมสัญญาณว่าผู้ให้บริการมีรถว่างน้อยลง เมื่อความต้องการขยับขึ้นในตลาดที่รถมีจำกัด ผู้ส่งสินค้าจึงมีทางเลือกน้อยลงและอาจต้องจ่ายแพงขึ้นเพื่อให้ได้รถ
ฝั่งแคนาดาเจอปัญหาอีกแบบ คือเที่ยวรถขาไปและขากลับไม่สมดุล สินค้าจากแคนาดาไปสหรัฐฯ ยังมีความต้องการ แต่เที่ยวจากสหรัฐฯ กลับแคนาดาน้อย ทำให้รถบางคันต้องรอหลายวันหรือวิ่งเปล่าเพื่อหางานใหม่ โดยเฉพาะเส้นทางไป Florida
สัญญาระยะยาวถูกส่งกลับไปสู่ตลาด Spot
ผู้ให้บริการบางรายเริ่มปฏิเสธงานตามสัญญาเดิม เพราะอัตราที่ตกลงไว้หลายเดือนก่อนหน้าไม่ครอบคลุมค่าจ้างคนขับ ประกันภัย น้ำมัน และต้นทุนดำเนินงานในปัจจุบัน ส่งผลให้สินค้าถูกส่งต่อไปยังผู้ให้บริการรายอื่นหรือเข้าสู่ตลาด Spot มากขึ้น
TRAFFIX ระบุว่าอัตราค่าขนส่งบางเส้นทางในแคนาดาเพิ่มขึ้นประมาณ 25%–35% ในช่วงราวหนึ่งเดือนถึงหนึ่งเดือนครึ่งที่ผ่านมา แต่ไม่ได้ระบุว่าเป็นค่าเฉลี่ยของทั้งตลาดหรือครอบคลุมเส้นทางใดบ้าง จึงควรมองเป็นสัญญาณของบางเส้นทาง ไม่ใช่ตัวเลขที่ใช้แทนทุกกรณี
เรื่องนี้เกี่ยวกับคุณยังไง
สำหรับคนทำ E-commerce และธุรกิจนำเข้า–ส่งออก ความเสี่ยงไม่ได้อยู่แค่ค่าขนส่งที่แพงขึ้น แต่รวมถึงระยะเวลาส่งมอบที่คาดเดายากและการหารถในช่วงพีคได้ยากขึ้น โดยเฉพาะสินค้าที่ต้องข้ามพรมแดนหลายครั้งหรือพึ่งเส้นทาง Laredo และด่านหลักอื่น ๆ
- ทบทวนต้นทุนขนส่ง แยกค่าใช้จ่ายตามเส้นทางและเผื่อกรณีต้องเปลี่ยนเส้นทาง
- ขอราคาและเช็ก Capacity จากผู้ให้บริการหลายราย อย่าพึ่ง Carrier เดียว
- เปรียบเทียบ Contract rate กับ Spot rate อย่างสม่ำเสมอ โดยดูความแน่นอนของบริการควบคู่กับราคา
- แจ้งลูกค้าเรื่องระยะเวลาส่งมอบให้มี Buffer มากขึ้น หากสินค้าต้องผ่านด่านที่มีความเสี่ยง
- ติดตามการเปลี่ยนแปลงด้านวีซ่า กฎข้ามแดน และข้อจำกัดด่าน เพราะอาจกระทบ Capacity ได้เร็วกว่าความต้องการสินค้า
ภาพรวมตอนนี้คือ ตลาดไม่ได้ต้องรอให้ความต้องการขนส่งพุ่งแรงก่อนค่าขนส่งจะสูงขึ้น แค่รถเพิ่มไม่ทัน คนขับไม่พอ และต้นทุนผู้ให้บริการสูงขึ้น ก็เพียงพอทำให้ธุรกิจต้องวางแผนขนส่งรัดกุมกว่าเดิมไปจนถึงปีหน้า