⚡ สรุปใน 30 วินาที
- บริษัทนำเข้าอาหารฟ้องให้ศาลยกเลิกภาษีสินค้าจากแคนาดา 50%
- คดีตั้งคำถามว่าการใช้อำนาจตามกฎหมายเก่าเป็นไปตามเงื่อนไขหรือไม่
- ผู้นำเข้าอาจต้องจับตาต้นทุนและเงื่อนไขการค้าข้ามแดนอย่างใกล้ชิด
ธุรกิจที่นำเข้าสินค้าจากแคนาดาเข้าสหรัฐฯ อาจได้เห็นความเปลี่ยนแปลงด้านต้นทุนอีกครั้ง หลัง Gellert Global Group บริษัทนำเข้าอาหาร ยื่นฟ้องต่อศาลการค้าระหว่างประเทศของสหรัฐฯ เพื่อขอให้ยกเลิกภาษี 50% และคืนเงินที่เรียกเก็บไปแล้ว
คดีนี้ไม่ได้ตัดสินว่าภาษีจะถูกยกเลิกทันที แต่เปิดประเด็นสำคัญว่า ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ใช้อำนาจตามกฎหมายการค้าเก่าเกือบ 100 ปีเกินขอบเขตหรือไม่

คดีโต้แย้งอำนาจที่ใช้เก็บภาษี
รัฐบาลสหรัฐฯ อ้าง Section 338 ของ Trade Act of 1930 ซึ่งเปิดทางให้ประธานาธิบดีเรียกเก็บภาษีสูงสุด 50% หากประเทศคู่ค้ามีนโยบายเลือกปฏิบัติต่อการค้าของสหรัฐฯ คดีระบุว่า กฎหมายมาตรานี้ไม่เคยถูกนำมาใช้เก็บภาษีตลอด 96 ปีที่ผ่านมา
ฝ่ายโจทก์มองว่า รัฐบาลยังระบุนโยบายของแคนาดาที่เข้าข่ายการเลือกปฏิบัติได้ไม่เพียงพอ และ Section 338 อาจถูกแทนที่ด้วยกฎหมายที่ใหม่กว่าอย่าง Section 301 ของ Trade Act of 1974 ซึ่งรัฐบาลเคยใช้เป็นฐานในการเก็บภาษีเช่นกัน
นอกจากนั้น คดียังกล่าวหาว่าภาษีถูกขยายไปยังสินค้าที่ไม่เกี่ยวข้องกับข้อกล่าวหาเดิม และเพิ่มรายการสินค้าโดยไม่รอครบระยะเวลา 30 วันที่กฎหมายกำหนด
สงครามการค้ากระทบ Supply Chain จริง
ภาษี 50% ครอบคลุมสินค้าจากแคนาดามูลค่าประมาณ 20,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และเริ่มมีผลหลังการเจรจาระหว่างสองประเทศล้มเหลวเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม ต่อมาแคนาดาออกมาตรการตอบโต้ในเดือนกันยายน ขณะที่สหรัฐฯ เพิ่มรายการสินค้าและสั่งห้ามนำเข้าสินค้าบางประเภท เช่น รถจักรยานยนต์และเบียร์
Gellert ระบุว่าธุรกิจของบริษัทพึ่งพาการค้าข้ามพรมแดนตลอดกระบวนการผลิตชีสบางประเภท เมื่อมีการเพิ่มชีสชนิดพิเศษเข้าในรายการสินค้าที่โดนภาษีในเดือนกันยายน ความสัมพันธ์กับซัพพลายเออร์จึงสะดุด และต้นทุนก็เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
ประเด็นสำคัญของคดีอาจอยู่ที่การตีความว่า มาตรการของแคนาดาเป็นการเลือกปฏิบัติตาม Section 338 หรือเป็นการตอบโต้ภาษีของสหรัฐฯ และภาษี 50% นั้นชดเชยผลกระทบต่อการค้าของสหรัฐฯ ได้จริงหรือไม่
คดีนี้ต่างจากคดีภาษีเดิมอย่างไร
รัฐบาล Trump เคยเผชิญคดีเกี่ยวกับภาษีจากธุรกิจและรัฐบาลหลายรัฐ โดยศาลสูงสุดสหรัฐฯ เคยยกเลิกภาษีที่อ้างอิง International Emergency Economic Powers Act หรือ IEEPA ในเดือนกุมภาพันธ์ ขณะที่ศาลการค้าระหว่างประเทศเคยตัดสินว่าภาษีชั่วคราว 10% ที่ใช้หลังจากนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย
แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านการค้าระหว่างประเทศมองว่า คดีใหม่อาจท้าทายกว่าเดิม เพราะ IEEPA ไม่ได้ให้อำนาจเก็บภาษีไว้อย่างชัดเจน ส่วน Section 338 ระบุอำนาจดังกล่าวโดยตรง ผลลัพธ์จึงขึ้นอยู่กับการตีความเงื่อนไขและขอบเขตการใช้อำนาจเป็นหลัก
เรื่องนี้เกี่ยวกับคุณยังไง
แม้คดีจะเกิดในสหรัฐฯ แต่ผลกระทบอาจส่งต่อถึงผู้ขายและผู้นำเข้าสินค้าระหว่างประเทศ โดยเฉพาะผู้ที่พึ่งพา Supply Chain ในอเมริกาเหนือ ภาษีที่เปลี่ยนเร็วทำให้การตั้งราคาและคำนวณกำไรคลาดเคลื่อนได้
- ตรวจสอบว่าสินค้าของคุณมีส่วนประกอบหรือเส้นทางผ่านแคนาดาหรือสหรัฐฯ หรือไม่
- คำนวณต้นทุนหลายกรณี ทั้งกรณีภาษีคงเดิม เพิ่มขึ้น หรือลดลงหลังคดี
- หลีกเลี่ยงการรับออร์เดอร์ระยะยาวโดยล็อกต้นทุนที่ยังไม่แน่นอน
- ติดตามการตัดสินของศาลก่อนปรับราคา สัญญากับซัพพลายเออร์ หรือเปลี่ยนเส้นทางขนส่ง
ตอนนี้ยังไม่มีคำสั่งให้ยกเลิกภาษี ดังนั้นผู้ทำธุรกิจควรมองคดีนี้เป็นสัญญาณเตือนเรื่องความไม่แน่นอน มากกว่าจะรีบคาดการณ์ว่าต้นทุนจะลดลงทันที
ที่มา