AI & Tech

สุสาน AI โตขึ้นเรื่อย ๆ — ทำไมแม้แต่บริษัทใหญ่ยังพาโปรเจกต์ไม่รอด

จาก Relay ถึง Character.ai โปรเจกต์ AI จำนวนมากกำลังปิดตัวหรือถูกยุบรวม บทเรียนสำคัญคือเทคโนโลยีดีอย่างเดียวอาจไม่พอ

สุสาน AI โตขึ้นเรื่อย ๆ — ทำไมแม้แต่บริษัทใหญ่ยังพาโปรเจกต์ไม่รอด

⚡ สรุปใน 30 วินาที

  • โปรเจกต์ AI จำนวนมากปิดตัวเพราะต้นทุนสูง แข่งขันหนัก หรือผู้ใช้ไม่มากพอ
  • บริษัทใหญ่ก็พลาดได้ ตั้งแต่การออกแบบ ChatGPT ใหม่ไปจนถึง Recall ของ Microsoft
  • คนทำธุรกิจควรทดสอบความต้องการจริงและอย่าพึ่งพา AI เครื่องมือเดียวมากเกินไป

ถ้าคุณกำลังสร้างธุรกิจโดยพึ่งพา AI เครื่องมือใดเครื่องมือหนึ่ง ข่าวนี้คือสัญญาณเตือนที่ควรอ่านให้จบ เพราะตั้งแต่ Startup ขนาดเล็กไปจนถึงบริษัทระดับโลก ต่างมีโปรเจกต์ที่ปิดตัว ถูกยุบรวม หรือไปไม่ถึงเป้าหมายที่วางไว้ แม้กระแสความสนใจช่วงเปิดตัวจะสูงมากก็ตาม

TechCrunch รวบรวมสิ่งที่เรียกว่า “สุสาน AI” ตั้งแต่ Relay ที่เคยวางตัวเป็นคู่แข่งของ Zapier ไปจนถึง Character.ai แพลตฟอร์ม Chatbot ที่ยื่นล้มละลายในช่วงต้นเดือนตุลาคม สาเหตุมีตั้งแต่ต้นทุน การแข่งขัน ปัญหาทางเทคนิค ไปจนถึงความต้องการของผู้ใช้ที่ไม่แข็งแรงพอ

ข้อมูลจาก S&P Global Market Intelligence ระบุว่า ราว 42% ของโครงการ AI ถูกบริษัทแม่ยกเลิกในท้ายที่สุด ตัวเลขนี้ไม่ได้แปลว่า AI ใช้ไม่ได้ แต่สะท้อนว่าการทำให้โปรเจกต์อยู่รอดในธุรกิจจริงยากกว่าการสร้าง Demo ที่น่าสนใจมาก

เมื่อแพลตฟอร์มใหญ่รวมฟีเจอร์ AI เครื่องมือแยกอาจอยู่ยากขึ้น
เมื่อแพลตฟอร์มใหญ่รวมฟีเจอร์ AI เครื่องมือแยกอาจอยู่ยากขึ้น

เมื่อฟีเจอร์ AI ถูกกลืนเข้าแพลตฟอร์มใหญ่

Relay ปิดตัวลงทั้งหมดในเดือนสิงหาคม หลังจากทำตลาดเป็นเครื่องมือ Automation สำหรับ Email และงานต่าง ๆ ผ่าน AI Agent แต่เมื่อ OpenAI, Google และแพลตฟอร์มรายใหญ่เริ่มใส่ความสามารถคล้ายกันไว้ในผลิตภัณฑ์เดิม เหตุผลที่ผู้ใช้ต้องจ่ายให้เครื่องมือแยกก็ลดลง

OpenAI เองก็มีทั้งการทดลองที่ไม่เวิร์กและการยุบผลิตภัณฑ์ บริษัทเคยปรับ ChatGPT ให้เป็นเหมือน “Super App” โดยแยกโหมด Chat, Codex และ Work แต่ผู้ใช้มองว่า Interface ซับซ้อนและรกเกินไป จนบริษัทต้องนำรูปแบบเดิมกลับมา

ผลิตภัณฑ์บางตัวกลับถูกนำความสามารถไปรวมใน ChatGPT แทน เช่น ChatGPT Atlas, Operator และความสามารถด้านการสร้างภาพที่ลดบทบาทของ DALL-E ในฐานะปลายทางแยกต่างหาก ส่วน Sora แพลตฟอร์มวิดีโอของบริษัทปิดตัวในเดือนมีนาคม 2026 หลังเจอปัญหาต้นทุนดำเนินงานสูงและการรักษาผู้ใช้

ชื่อดังไม่ได้แปลว่าจะรอด

Humane AI Pin ระดมทุนได้ 230 ล้านดอลลาร์และได้รับความสนใจสูง แต่ประสิทธิภาพไม่ดีพอ แถมยังมีคำเตือนเรื่องความเสี่ยงไฟไหม้จาก Charging Case จนธุรกิจปิดลงในเดือนกุมภาพันธ์ 2025 และสินทรัพย์ส่วนใหญ่ถูก HP ซื้อไปในราคา 116 ล้านดอลลาร์

Rabbit R1 ก็เปิดตัวอย่างคึกคักและบริษัทบอกว่าขายได้ 100,000 เครื่องหลังเปิดตัวไม่นาน แต่รีวิวช่วงแรกมองว่าอุปกรณ์ยังไม่สมบูรณ์ ทำงานไม่น่าเชื่อถือ และมี Integration ที่ใช้ประโยชน์ได้จำกัด บริษัทจึงยังต้องปรับทิศทางให้ R1 เป็นอุปกรณ์ควบคุมคอมพิวเตอร์สำหรับงานแบบ Agentic

กรณี Character.ai สะท้อนความเสี่ยงอีกด้าน แพลตฟอร์มเติบโตจาก Chatbot ตัวละครและเคยมีมูลค่า 1 พันล้านดอลลาร์ แต่ต้องเผชิญคดีจากครอบครัว ประเด็นการใช้ตัวละครที่มีลิขสิทธิ์ และแรงกดดันด้านกฎระเบียบ ก่อนยื่นล้มละลายในเดือนตุลาคม โดยแอปยังเปิดให้ใช้งานระหว่างกระบวนการขายสินทรัพย์

เรื่องนี้เกี่ยวกับคุณยังไง

สำหรับคนทำ E-commerce, Digital Product หรือบริการออนไลน์ บทเรียนไม่ได้อยู่ที่การหลีกเลี่ยง AI แต่คือการไม่สร้างธุรกิจบนสมมติฐานว่าเครื่องมือหนึ่งจะอยู่กับคุณตลอดไป

  • ทดสอบความต้องการก่อนลงทุนหนัก ดูว่าลูกค้ายอมจ่ายจริงหรือแค่สนใจตอนทดลองใช้
  • เตรียมทางเลือกสำรอง หากผู้ให้บริการเปลี่ยนราคา ปิด API หรือยกเลิกฟีเจอร์สำคัญ
  • เก็บข้อมูลลูกค้า Workflow และไฟล์งานในรูปแบบที่ย้ายออกได้ ไม่ผูกติดกับแพลตฟอร์มเดียว
  • ประเมินต้นทุนระยะยาว ทั้งค่าใช้ AI, ค่า Support และต้นทุนการรักษาผู้ใช้
  • เลือกใช้ AI เป็นส่วนหนึ่งของระบบธุรกิจ ไม่ใช่เหตุผลเดียวที่ทำให้สินค้าแตกต่าง

ในตลาดที่แพลตฟอร์มใหญ่เพิ่มฟีเจอร์ใหม่ได้รวดเร็ว ความได้เปรียบของเครื่องมือเฉพาะทางจึงต้องมาจากความเข้าใจลูกค้า Workflow ที่ลึก และผลลัพธ์ที่วัดได้ ไม่ใช่เพียงคำว่า AI บนหน้าเว็บไซต์

ที่มา

D

DADWORK

แบ่งปันมวลประสบการณ์งานของคุณพ่อธรรมดาๆ คนหนึ่ง ที่ลงมือทำเองล้วนๆ — ความรู้เรื่อง AI, ธุรกิจออนไลน์, การขาย และ mindset สู่อิสรภาพทางการเงิน